Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!
๒.๒ การสร้างเสนาสนะในพระพุทธศาสนา
แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเสนาสนะในทางพระพุทธศาสนา หากพิจารณาเหตุปัจจัย
ควรนำหลักการที่มีอยู่มาประกอบ กล่าวคือ ควรอยู่ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก มีทางไปมาสะดวกจาก
ชุมชนหนึ่งไปยังชุมชนหนึ่ง เพื่อเอื้อการให้ดำเนินการต่างๆ เป็นไปด้วยความสะดวก ที่สำคัญ
พึงอยู่ในลักษณะเรียบง่าย ประหยัดวัสดุอุปกรณ์ และแรงงานอีกด้วยเพราะพระสงฆ์เป็นอยู่โดย
อาศัยกำลังของประชาชนนั่นเอง จึงไม่ควรทำงานก่อสร้างให้ใหญ่โต
แนวทางการก่อสร้างศาสนสถานที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา มักเกิดจากความคิดที่
มุ่งเน้นเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้ประกอบศาสนพิธีทางพุทธศาสนา คือ เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์โดยตรงก็มี เป็นที่ใช้ทำกิจกรรมสำคัญก็มี และเป็นพระพุทธรูปหรือรูปเคารพก็มี หากสร้างขึ้นในบริเวณ READ MORE »
รูปแบบการใช้สอยเสนาสนะของพระสงฆ์ทั้งปวงนั้น
ได้ถือปฏิบัติ
ตามพระวินัยอย่างเคร่งครัดคือฝึกให้เป็นผู้รู้จักเลือกสรรเสนาสนะมาใช้สอย(การบริโภค)ให้เกิด
ประโยชน์ต่อดำเนินชีวิต ส่วนการใช้สอยนั้น ทำให้เกิดการเรียนรู้วิธีปฏิบัติได้ถูกต้อง เกิดความ
เข้าใจตนเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นการฝึกฝนเรื่องความสะอาด การ
ซ่อมแซมเสนาสนะของตนสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกๆ คนทั้งพระภิกษุสามเณร ทั้งฆราวาส เป็น
การแก้ปัญหาเรื่องการบริโภคปัจจัย ๔ นี้โดยเฉพาะมี ๓ วิธี คือก่อนใช้สอย ขณะใช้สอย และ
หลังใช้สอย อย่างใดอย่างหนึ่งทุกครั้ง กล่าวคือด้วยวิธีตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ สำหรับพิจารณา
ก่อนใช้สอยและขณะใช้สอยเสนาสนะอยู่เสมอว่า ปฏิสงฺขา โยนิโส เสนาสนํ ปฏิเสวามิ, เราย่อม
พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงบริโภคเสนาสนะ ยาวเทว สีตสฺส ปฏิฆาตาย, เพียงเพื่อบำบัดความ
หนาว อุณฺหสฺส ปฏิฆาตาย, เพื่อบำบัดความร้อน ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺสานํ ปฏิฆาตาย,
เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ยาวเทว อุตุ
ปริสฺสยวิโนทนํ ปฏิสลฺลานารามตฺถํ, เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ และ
เพื่อความเป็นผู้ยินดีอยู่ได้ในที่หลีกเร้นสำหรับภาวนา READ MORE »
เมื่อพระสงฆ์ตระหนักถึงเป้าหมายที่สมบูรณ์เช่นนี้
ย่อมก่อให้เกิดระเบียบวินัยในการ
ใช้สอยเสนาสนะอย่างระมัดระวัง สามารถมองเห็นกิเลสของตนหรือความต้องการของตนกับพระ
วินัยว่ามีข้อแตกต่างกันอย่างไร เพราะสิ่งทั้งมวลที่อยู่ในวัดนั้น เกิดจากศรัทธาของประชาชน
ทั้งนั้นจึงจำเป็นต้องต่อความสามัคคีของสงฆ์ จนสามารถทำลายความยึดมั่นถือมั่นในสังขารทั้ง
ปวงและของตนลงได้ อีกประการหนึ่ง เป็นการป้องกันกระแสโลก หมายถึง สี เสียง รูป กลิ่น รส
และสัมผัส ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้พุทธบริษัทไม่รู้จักป้องกัน แก้ไข ว่าอะไรควรรับอะไรไม่ควรรับ
มีขอบเขตเพียงใดในกระแสของสื่อด้วย เพราะต้องใช้ปัญญาพิจารณาเครื่องอุปโภคบริโภคอย่าง
ถูกต้อง ดังพระพุทธพจน์ว่า
ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ สติ เตสํ นิวารณํ
โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร
ดูก่อนอชิตะ กระแสเหล่าใด มีไหลอยู่ในโลก
สติเป็นเครื่องปิดกั้นกระแสเหล่านั้น
เราขอให้รู้จักรับ กระแสเหล่านั้นจะปิดกั้น
(ให้เด็ดขาด) ได้ด้วยปัญญา๒๔
ตัวอย่างการก่อสร้าง เสนาสนะต่างๆที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนานั้น ถือว่าเป็น
กิจกรรมที่ต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์มากพอสมควร เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้อยู่
อาศัยประการหนึ่ง นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงประโยชน์ใช้สอยอีกด้วย ความจำเป็นในการ
ก่อสร้างนี้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์จากบุคคลผู้มีความรู้ความชำนาญ สมัยพุทธกาลมีพระเถระที่รับผิดชอบในหน้าที่ กำกับ ดูแลควบคุมการสร้างเสนาสนะคือพระมหาโมคคัลลานเถระ เรียกว่า
นวกัมมัฏฐายี และมีพระภิกษุผู้จัดสรรแจกเสนาสนะที่สร้างเสร็จแก่พระภิกษุสงฆ์ไว้ใช้สอยอีก
แผนกหนึ่ง เรียกว่า เสนาสนปัญญาปกะ ทั้งนี้เพื่อให้การควบคุม การใช้สอยเสนาสนะมีความ READ MORE »
ส่วนระเบียบการถือเสนาสนะคราวจำพรรษานั้น
ก็เป็นสิ่งที่ต้องมีการปฏิบัติควบคุม
การก่อสร้างต้องศึกษาแสวงหาความรู้ให้ปรากฏเช่นกัน เพราะหากมีแต่การสร้างเสนาสนะเพียง
อย่างเดียว โดยขาดการดูแล รักษาแล้ว ไม่ว่าวัตถุสิ่งของนั้นจะมีค่ามากเพียงไรก็ตาม ก็ย่อม
เสื่อมพังไปในระยะเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ควรใส่ใจถึงความจริงว่าความเจริญมีอยู่
เพียงใด ความเสื่อมก็มีอยู่เพียงนั้น เพราะมนุษย์ยังเป็นปุถุชนอยู่ ความบกพร่อง ประมาท
เลินเล่อ ไร้ระเบียบปฏิบัติ ย่อมมีอยู่ทุกขณะสาเหตุเพราะมีอวิชชา(ความไม่รู้จริง)ปกคลุมอยู่
นั่นเอง แต่ความบกพร่องนั้นสามารถแก้ไขได้ก็ด้วยการศึกษา ฝึกฝน อบรม
ซึ่งในที่นี้ท่านกล่าวระเบียบควรปฏิบัติเกี่ยวกับเสนาสนะว่า วนในคราวจำพรรษา เป็นช่วงเวลาที่พระสงฆ์จำต้องทำสังฆกรรมเพื่อเป็นการ
ทบทวนในศีลของตน หมายถึงการได้ตรวจสอบศีลของตนในวันฟังปาฏิโมกข์ ข้างขึ้น-ข้างแรม
๑๕ ค่ำ ทุกกึ่งเดือน ตลอดไตรมาส ๓ เดือน หากรูปใดทอดทิ้งย่อมไม่พ้นจากอาบัติทุกกฎเพราะ
เป็นธรรมเนียมหรือข้อบังคับมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งพระสงฆ์ต้องอาศัยเสนาสนะคือโรง READ MORE »
อาวาสิกวัตร พึงทราบดังนี้
อันภิกษุทั้งหลายผู้เจ้าถิ่น พึงจัดแจงที่อยู่อยู่ก่อนทีเดียว
พึงทำการปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดหักพังและการตกแต่ง พึงจัดแจงสถานที่ทั้งปวงเหล่านี้ คือ
ที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน เวจกุฎี และที่ถ่ายปัสสาวะ เรือนบำเพ็ญเพียร และทางแห่งที่อยู่
พึงทำกิจทั้งปวงแม้นี้ในเสนาสนะที่ต้องใช้สอย หากสิ่งของเครื่องใช้ในวัดเกิดการ
ชำรุดเสียหาย พระภิกษุจะนิ่งดูดายไม่สนใจหาสมควรไม่ ต้องรีบซ่อมแซมหรือบูรณปฏิสังขรณ์
คือ พึงฉาบปูนขาวที่พระเจดีย์ ทาน้ำมันชุกชีเล็กและปัดเช็ดเตียงตั่ง ด้วยตั้งใจว่า ภิกษุทั้งหลายผู้ประสงค์จะจำพรรษามาแล้ว เมื่อทำกิจมีอุทเทสปริปุจฉาและประกอบความเพียรในกัมมัฏฐาน
เป็นต้น จักอยู่เป็นสุข เป็นการอนุเคราะห์แก่สพรหมจารีที่จะเข้าอยู่ในภายหลัง
ภิกษุเจ้าอาวาส(เจ้าถิ่น) มีงานบริกรรมเสร็จแล้ว พึงถามถึงผ้าจำนำพรรษาจำเดิมแต่วัน
ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘
พึงถามในที่ไหน ? พึงถามในที่ซึ่งตนได้อยู่ตามปกติ แต่ไม่ควรจะถามชนทั้งหลายที่
ไม่เคยให้
เหตุไรจึงต้องถาม? ก็บางคราวชนทั้งหลายก็ถวาย บางคราวพวกเขาถูกทุพภิกขภัยเป็น
ต้นเบียดเบียน ย่อมไม่ถวาย ในชนเหล่านั้น พวกใดจักไม่ถวาย เมื่อไม่ถามพวกนั้นแล้ว ให้เขา
จองผ้าจำนำพรรษาไป อันตรายแก่ลาภจะมีแก่เหล่าภิกษุซึ่งเขาจองไว้ เพราะเหตุนั้น ควรถาม
ก่อนแล้วจึงให้เขาจองเอาไป เมื่อจะถาม พึงกล่าวว่า “เวลาจองผ้าจำนำพรรษาของพวกท่าน ใกล้
เข้ามาแล้ว” ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าเป็นการสร้างพลังสามัคคีให้เกิดในหมู่สงฆ์ ทั้งเก่า ทั้งใหม่ มีระบบ
ปกครองอย่างยั่งยืน ถือความถูกต้องในการบริหารจัดการ ไม่ลำเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง READ MORE »